NPU Model ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิจิตรา ธงพานิช
..................................................................................................................................................................
NPU Model ของ นายปฏิภาณ สมรัตน์
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อธิบาย NPU Model
NPU Model คือ การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐาน ที่มาจากนิยามศัพท์
ของการวิจัย ที่ว่าการวิจัย หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรู้ความจริงด้วยวิธีการที่เชื่อถือได้
ผู้วิจัยนำแนวคิดการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสท์มาเป็นสาระสําคัญ ประกอบด้วย
การทําความกระจ่างชัดในความรู้การเลือกรับและทําความเข้าใจ สารสนเทศใหม่และการ
ตรวจสอบทบทวนและใช้ความรู้ใหม่ในทำนองเดียวกนผู้วิจัยได้ศึกษาแบบจำลอง Biggs 3’P
Model ตัวแปรก่อนเรียน(Presage) กระบวนการ(Process) และผลผลิต(Product) สอดคล้องกับแนวคิดการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์(Treffinger, Isaksen and Dorval, 2000) ประกอบด้วย
1) ความเข้าใจที่ท้าทาย(Understanding the Challenge) มุ่งค้นหาจุดหมาย(goal)โอกาส(oppor-tunity) ความท้าทาย (Challenge) ความกระจ่างชัด(clarifying) คิดแผนการ(formulating) เพื่อกำหนดกรอบ ความคิดสำคัญในการปฏิบัติงาน
2) การสร้างมุมมองในการคิดแก้ปัญหา(Generating Ideas)
3) การเตรียมทั้งวิธีการในการปฏิบัติงานและความสำเร็จในการปฏิบัติงาน(Preparing for Action)
ผู้วิจัยได้สังเคราะห์เป็นแบบจำลองการสอน เรียกว่า NPU Model ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 N- Need Analysis
1.1 วิเคราะห์จุดหมายในการเรียนรู้นักศึกษาวิเคราะห์หลักการจัดการศึกษาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่
21 และจุดหมายของการศึกษาในระดับสากล (World class Education) เพื่อกำาหนดจุดหมายในการเรียนรู้วิชา “การพัฒนาหลักสูตร”และนำไปกำหนดจุดหมายของหลักสูตรที่นักศึกษาจะต้องพัฒนาขึ้น
1.2 การวางแผนการเรียนรู้ผู้เรียนวางแผนการเรียนรู้ด้วยตนเอง
1) กำหนดกลยุทธการพัฒนาตนเองจากการศึกษาเอกสารหนังสือหลักฐานร่องรอยหรือการสืบค้นในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือปฏิบัติกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้“กระบวนการพัฒนาหลักสูตร”
2) จัดทําปฏิทินและเครื่องมือในการกำกับติดตามเพื่อการประเมินตนเองในการพัฒนาหลักสูตร
ขั้นที่ 2 P-/Praxis
2.1 การพฒนาทักษะการเรียนรู้นักศึกษาศึกษาเรียนรู้ด้วย การแสวงหาและใช้แหล่งการเรียนรู้ทั้งในรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือและการเรียนรู้ร่วมกันการใช้วิธีการต่างๆ ในการเรียนรู้ และการตรวจสอบความรู้“กระบวนการพฒนาหลักสูตร”
2.1.1 การแสวงหาและใช้แหล่งการเรียนรู้
2.1.2 การใช้วิธีการต่างๆ ในการเรียนรู้
2.1.3 การตรวจสอบความรู้นักศึกษาจะได้รับการสนับสนุนให้ทํากิจกรรมการ
ปฏิบัติการใช้คอมพิวเตอร์และกิจกรรมกลุ่มมีการแลกเปลี่ยนความคิดของนักศึกษาเปิดการอภิปราย
ให้กว้างขวางเสนอหลักฐานร่องรอยของความคิดของนักพัฒนาหลักสูตรเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้
อภิปรายกับกลุ่มเพื่อนภายใต้บรรยากาศการเรียนรู้ที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน
2.2 การสรุปความรู้และการวิพากษ์ความรู้ผู้สอนส่งเสริมให้นักศึกษาได้อธิบายแนวคิด
“กระบวนการพฒนาหลักสูตร” โดยใชภาษาของตนเองสอบถามถึงหลักฐานและความชัดเจนในการอธิบายของนักศึกษาที่ใชความรู้เดิมหรือประสบการณ์ที่มีมาก่อนของผู้เรียนเป็นพื้นฐานในการ
อธิบายในส่วนการวิพากษ์ความรู้ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนขยายความรู้ความเข้าใจใน
“กระบวนการพฒนาหลักสูตร” ของนักศึกษาโดยผ่านประสบการณ์ใหม่ๆผู้เรียนจะได้รับการ
สนับสนุนให้นําความรู้ปรับใช้กับประสบการณ์ ในชีวิตจริงโดยผ่านกระบวนการพัฒนาหลักสูตร
นักศึกษานำความรู้ความเข้าใจไปประยุกต์ โดยการพัฒนาหลักสูตรเพิ่มขึ้น
ขั้นที่ 3 U-Understanding
การตรวจสอบทบทวนตนเองด้วยการประเมินความเข้าใจในการเรียนรู้-การประเมินความรู้ส่งเสริมให้นักศึกษาประเมินความรู้และความสามารถของตนเอง
ประเมินความก้าวหน้าในการเรียนและประเมินการบรรลุจุดหมายการศึกษา
ผู้วิจัยได้สังเคราะห์แนวคิดทฤษฎีและนำเสนอเป็นแบบจำลองการเรียนการสอน เรียกว่า NPU Model
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
N=Planning
N=Planning
ทักษะต้องเตรียมออกไปเป็นครูเพื่อศิษย์จะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยสิ้นเชิงเพื่อให้เป็น “ครูเพื่อศิษย์ ในศตวรรษที่ 21” ที่ใช้ความรู้ พร้อมเรียนรู้ ครูเพื่อศิษย์เองต้องเรียนรู้ 3R x 7C และต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อการดำรงชีวิตของตนเอง ทั้งการเรียนของศิษย์ และของครู
3R ได้แก่
- Reading (อ่านออก),
- (W)Riting (เขียนได้)
- (A)Rithmetics (คิดเลขเป็น)
7C ได้แก่
- Critical thinking & problem solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)
- Creativity & innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)
- Cross-cultural understanding (ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)
- Collaboration, teamwork & leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)
- Communications, information & media literacy (ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ)
- Computing & ICT literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
- Career & learning skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)
- Reading (อ่านออก),
- (W)Riting (เขียนได้)
- (A)Rithmetics (คิดเลขเป็น)
- Critical thinking & problem solving (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)
- Creativity & innovation (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)
- Cross-cultural understanding (ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)
- Collaboration, teamwork & leadership (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)
- Communications, information & media literacy (ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ)
- Computing & ICT literacy (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)
- Career & learning skills (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)
อ้างอิง https://sites.google.com/site/yaowalaxss21/3r7c
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
เราจะเป็นคนเก่ง ถ้าเราสามารถคิดเชื่อมโยงระหว่างจุดที่เราอยู่กับจุดที่เราคาดหวังจะเกิดขึ้น เราจะเป็นคนดีมีน้ำใจถ้าเราสามารถคิดเชื่อมโยงตัวเราเองเข้ากับคนอื่นทั้งหลาย เราจะรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และเราจะมีความสุข ถ้ารู้จักคิดเชื่อมโยงจนเห็นว่าสิ่งทั้งหลายนั้นก็เกิดดับตามเหตุปัจจัย รู้แล้วละ รู้แล้ววาง ดังนั้นคุณลักษณะ เก่ง ดี มีสุข ที่เป็นการพัฒนาชีวิตนั้นจึงจัดเป็นองค์รวมของการพัฒนาชีวิต
ความเก่งของมนุษย์ในด้านสติปัญญา (IQ) เคยเป็นคุณลักษณะที่เป็นยอดปรารถนาของมนุษย์ทุกคนที่ปรารถนาจะเป็นคนฉลาดที่มีสติปัญญาดี แต่ข้อค้นพบทางทฤษฎีและงานวิจัยต่างๆ ในระยะหลังกลับพบว่าความเก่งทางด้านสติปัญญาเพียงอย่างเดียวเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอที่จะทำให้มนุษย์สามารถบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายของการมีชีวิตที่สมบูรณ์ได้ เพราะการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้น นอกจากจะมีความสามารถในการเรียนรู้องค์ความรู้แล้วมนุษย์ควรจะต้องเรียนรู้ตัวเอง รวมทั้งเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากเทคโนโลยีรวมทั้งมนุษย์อื่นๆ โดยมีพื้นฐานของความดีงามเป็นเครื่องรองรับ ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงความเก่งก็จะหมายถึงทั้งความฉลาดทั้งในด้านสติปัญญา และความฉลาดทางด้านอารมณ์ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นต้องพัฒนาควบคู่กันไป
ความเก่งตามมาตรฐานการเรียนรู้ข้างต้น เป็นความเก่งที่มีลักษณะของการใช้ความคิด การใช้สติปัญญา และลักษณะของการทำงานที่เรียกว่า คิดเป็น ทำเป็น
คิดเป็น คือการใช้ความคิดอย่างมีเหตุผล คิดเชื่อมโยงในความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆทำให้เกิดปัญญา มีโลกทัศน์กว้างขวางที่สามารถสร้างความรู้ใหม่ได้ และการคิดเป็นย่อมนำไปสู่คุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านอื่นๆ เช่น การทำเป็น และการอยู่ร่วมกันเป็น การคิดเป็นจัดว่าเป็นความเก่งทั้งทางด้านสติปัญญา (ไอคิว) และความเก่งทางด้านอารมณ์ (อีคิว)
ทำเป็น เป็นความเก่งในด้านพฤติกรรมของมนุษย์ การทำเป็นในทัศนะของศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี คือการที่มนุษย์เรียนรู้จากการทำ การทำงานเป็นโดยเฉพาะการสร้างเป็น จะช่วยให้บุคคลเกิดการเรียนรู้จากการทำงาน เกิดปีติ และภูมิใจในผลงาน หรือถ้ามีรายได้จากการทำงานด้วย ก็จะเกิดคุณค่าของเงินที่ได้มาจากการทุ่มเทแรงกายแรงสติปัญญาในการทำงานนี้ นอกจากทักษะที่กล่าวมาแล้ว การเป็นคนเก่งในด้านพฤติกรรมยังหมายถึง การเป็นคนชอบบันทึก มีทักษะในด้านการสื่อสาร มีทักษะในการเผชิญสถานการณ์และทักษะในการจัดการเป็นต้น
สำหรับคุณลักษณะ “ดี” และ “มีสุข” อาจขยายความโดยเปรียบเทียบกับคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในทัศนะของศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ที่ต่อจากการคิดเป็น ทำเป็น คือ การอยู่ร่วมกันเป็น การอยู่ร่วมกัน เป็นการเรียนรู้ทักษะที่เน้นในด้านจริยธรรม โดยมนุษย์จะต้องอาศัย คุณธรรมพื้นฐานร่วมกับการคิดเป็น และทำเป็น ซึ่งเป็นลักษณะของคนเก่งประกอบกัน จึงจะทำให้มนุษย์สามารถมีทักษะในการอยู่ร่วมกันเป็น ทั้งการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ และมนุษย์กับเทคโนโลยี ซึ่งการเรียนรู้ที่จะเกิดทักษะในด้านนี้จะต้องประกอบด้วยการพัฒนาในด้านอารมณ์ ความรู้สึก (จิตใจ) ในแง่บูรณา-การกับการคิดเป็นและการทำเป็นด้วย
คุณธรรมพื้นฐานนั้นควรได้รับการฝึกฝนและปลูกฝังในจิตใจ เพื่อให้เกิดทักษะชีวิต คือ ความเป็นคนดี ที่สามารถนำไปใช้ควบคู่กับ ความเป็นผู้ที่มีสติปัญญา ได้อย่างเหมาะสม เพราะในความเป็นจริง ความเก่งหรือความสามารถทางสติปัญญาแต่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างสรรค์ให้สังคมสงบสุขได้ ในทำนองเดียวกัน ความดีอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาชีวิตและสร้างสรรค์สังคมของมนุษย์ให้เจริญก้าวหน้าไปได้ เพราะความดีจะต้องมีปัญญาเป็นสิ่งพึ่งพิง เป็นหลัก เป็นแนวทางให้คนดีได้แสดงออกในด้านการกระทำเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและต่อสังคมแวดล้อม
คำว่า “เก่ง – ดี – มีสุข” เป็นคำที่เริ่มต้นจากฝ่ายการศึกษา ต่อมาได้มีผู้นำไปใช้อย่างแพร่หลายเพราะเป็นคำพูดง่ายติดปาก แม้แต่กระผมเองยังพูดแต่คำว่า เก่ง - ดี - มีสุข แต่ความหมายจริง ๆ หมายความว่าอะไร ยังไม่รู้เลย ผมจึงหาความหมายของ เก่ง – ดี – มีสุข ในแง่ต่าง ๆ มาเล่าสู่กันฟัง การศึกษา คำว่าเก่ง – ดี – มีสุข มีความหมายดังนี้ เก่ง หมายถึง ความสามารถทางพุทธิปัญญา คือ ความรู้ความเข้าใจที่แจ่มแจ้งสามารถนำไปใช้ได้ วิเคราะห์เป็น สังเคราะห์ได้ ประเมินได้อย่างเข้าใจ และรู้แจ้งตามศักยภาพ
ทักษะปฏิบัติ คือ มีความรู้แจ้งแล้วยังมีความชำนาญปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ทั้งที่เป็นทั้งทักษะฝีมือและทักษะทางปัญญา ดี หมายถึง เป็นผู้มีเจตคตินิยมที่ดีทั้งต่อการเรียน ความเป็นอยู่ต่อบุคคล ต่อสังคม ชุมชน และประเทศ มีสุข หมายถึง สนุกกับการเรียนและใคร่เรียนรู้ตลอดชีวิต
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ความหมายของคำว่า เก่ง – ดี – มีสุข กับความฉลาดทางอารมณ์ไว้ดังนี้
ความฉลาดทางอารมณ์ หมายถึง ความสามารถทางอารมณ์ในการดำเนินชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์และมีความสุข โดยมีองค์ประกอบความฉลาดทางอารมณ์ดังนี้
เก่ง หมายถึง ความสามารถในการรู้จักตนเอง มีแรงจูงใจ สามารถตัดสินใจแก้ปัญหาและแสดงออกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ดีกับผู้อื่น ประกอบด้วยความสามารถดังต่อไปนี้
1. รู้จักและมีแรงจูงใจในตนเอง
1. รู้ศักยภาพตนเอง
2. สร้างขวัญและกำลังใจให้ตนเองได้
3. มีความมุมานะไปสู่เป้าหมาย
2. ตัดสินใจและแก้ปัญหา
1. รับรู้และเข้าใจปัญหา
2. มีขั้นตอนในการแก้ปัญหา
3. มีความยืดหยุ่น
3. มีสัมพันธภาพกับผู้อื่น
1. สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น
2. กล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม
3. แสดงความคิดเห็นขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์
ดี หมายถึง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์และความต้องการตนเอง รู้จักเห็นใจผู้อื่น และมีความรับผิดชอบต่อส่วนร่วม ประกอบด้วยความสามารถต่อไปนี้
1. ควบคุมอารมณ์และความต้องการของตนเอง
1.1 รู้อารมณ์และความต้องการของตนเอง
1.2 ควบคุมอารมณ์และความต้องการได้
2. เห็นใจผู้อื่น
2.1 ใส่ใจผู้อื่น
2.2 เข้าใจยอมรับผู้อื่น
2.3 เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม
สุข หมายถึง ความสามารถในการดำเนินชีวิตอย่างมีสุข ประกอบด้วย
1. ภูมิใจในตนเอง
1.1 เห็นคุณค่าในตนเอง
1.2 เชื่อมั่นในตนเอง
2. พึงพอใจในชีวิต
2.1 มองโลกในแง่ดี
2.2 มีอารมณ์ขัน
2.3 พอใจในสิ่งมี่ตนมีอยู่
3. มีความสงบทางใจ
3.1 มีกิจกรรมที่เสริมสร้างความสุข
3.2 รู้จักผ่อนคลาย
3.3 มีความสงบทางจิตใจ
อ้างอิง https://www.gotoknow.org/posts/204665
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
P=Generating
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้มีการกำหนดมาตรฐานรายวิชาทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้ผู้เรียนศึกษาหลักการทำโครงงานที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการใช้คอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมภาษาขั้นพื้นฐาน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสร้างงานนำเสนองานในรูปแบบที่เหมาะสมกับลักษณะงานหรือโครงงานปฏิบัติการเขียนโปรแกรมภาษาพื้นฐาน และการนำเสนอชิ้นงาน เพื่อจิตสำนึกและความรับผิดชอบในการใช้คอมพิวเตอร์จากจินตนาการหรืองานที่ทำในชีวิตประจำวัน จากการกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้นี้ในรายวิชาคอมพิวเตอร์ ผู้เรียนจึงควรมีความรู้ในการทำโครงงานคอมพิวเตอร์ และจะสามารถนำความรู้ในการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปมาสร้างงานใช้ในชีวิตประจำวันไว้ในหลักสูตร
โครงงานคอมพิวเตอร์ เป็นงานวิจัยในระดับนักเรียนเป็นการใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีอยู่ในการศึกษาทดลองแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อนำผลที่ได้มาประยุกต์ใช้งานจริง หรือใช้เพื่อช่วยสร้างสื่อเพื่อเสริมการเรียนให้ได้ดี มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นโครงงานคอมพิวเตอร์ จึงเป็นกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้และฝึกฝนการใช้ทักษะการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ พร้อมทั้งเครื่องมือต่างๆ ในการแก้ปัญหา รวมทั้งการพัฒนาการสร้างผลงาน
ของ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี
U=producing
เป้าประสงค์ (Goal)
1. นักเรียนได้รับการเรียนรู้อย่างหลากหลาย โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
2. นักเรียนมีสุขภาพ ตามเกณฑ์กรมอนามัย
3. นักเรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และวินัยในตนเอง
4. บุคลากรได้รับพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ
5. โรงเรียนมีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาตามกฎกระทรวง หมวด 2
6. นักเรียนได้ใช้แหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษาและภูมิปัญญาท้องถิ่น
7. นักเรียนนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตได้
8. นักเรียนได้ร่วมสืบสาน สร้างสรรค์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณีและภูมิปัญญา
จากวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ของสถานศึกษา โรงเรียนบ้านสันสันติสุข
จึงกำหนดลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนไว้ ดังนี้
1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ซื่อสัตย์สุจริต
3. มีวินัย
4. ใฝ่เรียนรู้
5. อยู่อย่างพอเพียง
6. มุ่งมั่นในการทำงาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจิตสาธารณะ
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
โรงเรียนบ้านสันติสุขจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยมุ่งให้ผู้เรียนพัฒนาตนเองตามศักยภาพ
พัฒนาอย่างรอบด้านเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม
เสริมสร้างให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย
ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคม สามารถจัดการตนเองได้
และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
โรงเรียนบ้านสันติสุข ได้จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดยแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้
1. กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนานักเรียนให้เรียนรู้ รู้จัก
เข้าใจรักและเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น สามารถวางแผนการเรียน อาชีพ
การดำเนินชีวิตและปรับตัวให้เข้ากับสังคมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
จัดให้มีคณะกรรมการแนะแนว และครูประจำชั้นเป็นครูให้คำปรึกษา โรงเรียนบ้านสันติสุข
ได้จัดกิจกรรมแนะแนวเพื่อช่วยเหลือและพัฒนาผู้เรียน โดยใช้กระบวนการจิตวิทยา
การจัดบริการสนเทศ จัดเอกสารสำรวจเพื่อใช้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้เรียน ด้วยการสังเกต
การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม การเขียนประวัติ การพบผู้ปกครองระหว่างการเรียน
การเยี่ยมบ้าน การจัดทำระเบียนสะสม สมุดรายงานประจำตัวนักเรียน
การทำแบบทดสอบเพื่อรู้จักและเข้าใจตนเอง มีทักษะในการตัดสินใจ การวางแผนเพื่อเลือกศึกษาต่อ
จัดหาทุนการศึกษาให้กับนักเรียน ติดตามเก็บข้อมูลของผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษา
นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนว 40 ชั่วโมงต่อปีการศึกษาในระดับประถมศึกษา
และ 20 ชั่วโมงต่อภาคเรียนในระดับมัธยมศึกษา
แนวการจัดกิจกรรมแนะแนว
1. จัดสอนสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงโดยมีครูแนะแนวเป็นผู้สอน
2. จัดกิจกรรมโฮมรูม ในวันอังคารและวันพฤหัสบดี เวลา 08.15 – 08.30
โดยครูประจำชั้นเป็นผู้จัดกิจกรรม
3. กำหนดสัดส่วนสาระของกิจกรรมในแต่ละด้านให้เหมาะสมกับวุฒิภาวะของผู้เรียน
4. จัดทำโครงสร้างของแต่ละกิจกรรม
5. ปฏิบัติตามแผน วัดและประเมินผล สรุปรายงาน
แนวทางการประเมินผลกิจกรรมแนะแนว
1. เวลาเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
2. การเข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรม
3. ผลงาน / ชิ้นงาน /คุณลักษณะของผู้เรียน อยู่ในระดับ “ผ่าน”
2. กิจกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนานักเรียนให้
ผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมตามความถนัด ความสนใจ โดยเน้นเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ไม่เห็นแก่ตัว
มีระเบียบวินัย มีความเป็นผู้นำ ผู้ตามที่ดี มีความรับผิดชอบการทำงานร่วมกัน รู้จักการแก้ปัญหา
การตัดสินใจ ความมีเหตุผล การช่วยเหลือแบ่งปัน เอื้ออาทรและสมานฉันท์
กิจกรรมนักเรียนประกอบด้วย
2.1 กิจกรรมลูกเสือ – เนตรนารี นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมลูกเสือ – เนตรนารี
40 ชั่วโมงต่อปีการศึกษาระดับประถมศึกษา 20 ชั่วโมงต่อภาคเรียนระดับมัธยมศึกษา
ผู้เรียนทุกคนได้ฝึกอบรมลูกเสือ เนตรนารี เพื่อส่งเสริมหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย
ส่งเสริมความสามัคคี มีวินัย และบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม
แนวการจัดกิจกรรม ลูกเสือ - เนตรนารี
1. จัดสอนสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ในวันพฤหัสบดีพร้อมกันทั้งโรงเรียน
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 เป็นลูกเสือสำรอง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่
4 – 6 เป็นลูกเสือ/เนตรนารี สามัญ และระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นลูกเสือ/เนตรนารี สามัญรุ่นใหญ่
3. การจัดกิจกรรมลูกเสือ/เนตรนารี จัดกิจกรรมตามพระราชบัญญัติลูกเสือ พ.ศ. 2551 มาตรา 8
4. การสอบวิชาชาวค่าย ลูกเสือสำรองเข้าค่ายกลางวันเป็นเวลา 1 วัน
ลูกเสือสามัญและลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่เข้าค่ายแรมคืนเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน
2.2 กิจกรรมชุมนุม นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมชุมนุม 30
ชั่วโมงต่อปีระดับประถมศึกษา 15 ชั่วโมงต่อภาคเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ผู้เรียนจะร่วมกิจกรรมอย่างหลากหลายประกอบด้วยกิจกรรมด้านคุณธรรม
จริยธรรม ศีลธรรม การเข้าค่ายคุณธรรม กิจกรรมด้านวัฒนธรรม ประเพณี การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ส่งเสริมประชาธิปไตย ส่งเสริมการเรียนรู้ ส่งเสริมด้านศิลปะ หัตถกรรม ค่ายวิชาการ การศึกษาดูงาน
การฝึกปฏิบัติ กิจกรรมแข่งขันกรีฑาสี
แนวการจัดกิจกรรมชุมนุม
1. การจัดกิจกรรมชุมนุมสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ทั้งในและนอกโรงเรียน
2. การจัดตั้งชุมนุม จากความสนใจของผู้เรียนในการเข้าเลือกชุมนุม
3. ผู้เรียนร่วมกันจัดตั้งชุมนุมและเชิญครูเป็นที่ปรึกษา โดยร่วมกันดำเนินกิจกรรมชุมนุมตามระเบียบปฏิบัติที่โรงเรียนกำหนด
4. ถอดประสบการณ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่กิจกรรม
5. ครูที่ปรึกษากิจกรรมประเมินตามหลักเกณฑ์การประเมินผล
กิจกรรมชุมนุมที่สถานศึกษาดำเนินการ
1. ชุมนุม เพาะเห็ด
2. ชุมนุม เลี้ยงปลาในบ่อซีเมนต์
3. ชุมนุม ตัดผม
4. ชุมนุม ตัวเลขหรรษา
5. ชุมนุม วิทยาศาสตร์ เครื่องร่อน
6. ชุมนุม สนุกกับวิทยาศาสตร์
7. ชุมนุม เย็บปักถักร้อย
8. ชุมนุม ภาษาอังกฤษสุขสันต์
9. ชุมนุม ภาษาอังกฤษ
10. ชุมนุม English is fun
11. ชุมนุม ปั้นดินน้ำมัน
12. ชุมนุม เทคโนโลยีสารสนเทศ
13. ชุมนุม ศิลปะสร้างสรรค์
14. ชุมนุม นักประดิษฐ์
แนวทางการประเมินผลกิจกรรมนักเรียน
1. ทดสอบความสามารถและพัฒนาการด้านต่าง ๆ ประเมินตามสภาพจริง
2. กำหนดเกณฑ์การประเมิน “ผ่าน” และ “ไม่ผ่าน”
ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
ปฏิบัติกิจกรรมและมีผลงาน / ชิ้นงาน/ คุณลักษณะตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
ไม่ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมน้อยกว่าร้อยละ 80
ไม่ผ่านปฏิบัติกิจกรรม มีผลงาน/ ชิ้นงาน/ คุณลักษณะไม่เป็นตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด
3. กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์
เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนานักเรียนให้ผู้เรียนได้ทำประโยชน์ตามความสามารถ
ความถนัดและความสนใจในลักษณะอาสาสมัคร เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ ความดีงาม
ความเสียสละต่อสังคม มีจิตใจมุ่งทำประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชนและสังคม
นักเรียนทุกคนต้องเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ 10
ชั่วโมงต่อปีการศึกษาระดับประถมศึกษา 5 ชั่วโมงต่อภาคเรียนระดับมัธยมศึกษา
แนวการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์
1. จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียนโดยการบูรณาการในกลุ่มสาระ
หรือกิจกรรมแนะแนว ลูกเสือ/เนตรนารี ชุมนุม ในลักษณะเพื่อสังคมหรือสาธารณประโยชน์
2. มีครูที่ปรึกษากิจกรรมทุกกิจกรรม
3. เน้นผู้เรียนเป็นผู้จัดกิจกรรม / รายงานตนเอง / ชิ้นงาน
4. จัดกิจกรรมเวลาใดก็ได้โดยไม่จำกัดเวลา สถานที่ / รูปแบบ / กิจกรรม
ผู้เรียนจะร่วมกิจกรรมตามวุฒิภาวะอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับเพศ วัย ประกอบด้วย
1. กิจกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม ทำความสะอาดวัดที่อยู่ในตำบล
ร่วมกิจกรรมงานวัดในวันสำคัญทางศาสนา
2. กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ลำน้ำแม่สา ลอกคูคลองในระดับมัธยมศึกษา
ปลูกต้นไม้ทางเข้าหมู่บ้าน วัด โรงเรียน
3. กิจกรรมรณรงค์ การเผาขยะ การรณรงค์ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
การร่วมกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม
แนวทางการประเมินผลกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ มี 2 ระดับ คือ
“ผ่าน” หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป
และผ่านจุดประสงค์ที่สำคัญของแต่ละกิจกรรม
“ไม่ผ่าน” หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมต่ำกว่าร้อยละ 80
หรือไม่ผ่านจุดประสงค์ที่สำคัญของแต่ละกิจกรรม
ผู้เรียนต้องได้รับการตัดสินการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนครบทุกกิจกรรมตามโรงเรียนกำหนดในระดับ
“ผ่าน” ในแต่ละช่วงชั้น
4. กิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ครอบคลุมหลักองค์ ๔
การศึกษา พุทธิศึกษา จริยศึกษา หัตถศึกษา พลศึกษา ตามความสนใจ ความถนัด ของผู้เรียน
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เรียนรู้อย่างมีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตจริง
ผู้เรียนได้วางแผน คิดวิเคราะห์ อภิปราย สรุปความรู้
เป็นการจัดสัดส่วนเวลาของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้รับความรู้ให้น้อยลง
และเพิ่มเวลาของกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติจริง และสร้างความรู้ด้วยตนเองมากขึ้น
เพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาตามความสนใจ
ความถนัดและความต้องการได้เพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะชีวิต ความมีน้ำใจ
การทำงานเป็นทีม และมีความสุขในการเรียนรู้
แนวการจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”
1. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งเพิ่มพูนทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะชีวิต ทักษะการแก้ปัญหา
การทำงานเป็นทีม สร้างเสริมคุณลักษณะ ค่านิยมที่ดีงามและความมีน้ำใจต่อกัน
2. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ครอบคลุมหลักองค์ ๔ แห่งการศึกษา ได้แก่
2.1 ด้านพุทธิศึกษา คือ ความรอบรู้วิชาการที่จำเป็นสาหรับการดำรงชีวิตการศึกษา
และการเรียนรู้
2.2 ด้านจริยศึกษา คือ การมีศีลธรรมจรรยาที่ดี มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น
มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และมีสานึกที่ดีต่อส่วนรวม
2.3 ด้านหัตถศึกษา คือ ความรู้และทักษะในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์
มีทัศนคติที่ดีต่องาน และเห็นคุณค่าของการทางาน
2.4 ด้านพลศึกษา คือการมีสุขภาพแข็งแรง การกินอาหารที่ถูกต้อง
และการออกกำลังกายให้เหมาะสม
รวมทั้งความสะอาดและสุขาภิบาลด้วยโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
3. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง
มีประสบการณ์ตรง สร้างความรู้ด้วยตนเอง และเรียนรู้อย่างมีความสุข
4. จัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างมีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้เรียน
ใช้ชุมชนภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีสารสนเทศรอบตัวเป็นแหล่งเรียนรู้
5. จัดกิจกรรมการเรียนรู้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้วางแผน คิดวิเคราะห์ อภิปราย
สรุปความรู้นำเสนอ จุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความมุ่งมั่นเพื่อแสวงหาความรู้
การแก้ปัญหาและสร้างสรรค์นวัตกรรม
6. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดา
มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
7. จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม
เป็นการเรียนรู้ในระหว่างการทำงานที่ทุกคนในทีมเน้นความเป็นระบบ
มีวิจารณญาณร่วมกันตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไร จะทำให้ดีขึ้นอย่างไร
แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน มีการช่วยเหลือเกื้อกูล มีความสามัคคี มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
มีความเป็นผู้นำผู้ตามที่ดี
8. จัดกิจกรรมเรียนรู้ควบคู่กับการประเมินผลการเรียนรู้ที่เน้นการประเมินสภาพจริง
(Authentic Assessment) โดยใช้เทคนิควิธีการประเมินสภาพจริงที่หลากหลาย ที่ให้ความสำคัญกับ
การประเมินการปฏิบัติ (Performance Assessment)
แนวทางการประเมินผลการจัดกิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้”
การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้กิจกรรม “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ใช้วิธีการวัดผลและ
ประเมินผลที่หลากหลายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ โดยเน้นการประเมินสภาพจริง (Authentic
Assessment) ใช้เทคนิควิธีการประเมินสภาพจริงที่หลากหลาย
ที่ให้ความสำคัญกับการประเมินการปฏิบัติ (Performance Assessment) ตัดสินผลการประเมินเป็น
“ผ่าน” และ “ไม่ผ่าน”
อ้างอิง https://drive.google.com/file/d/1HgFMfISsxmVpISGaM7b1bWCxVnPJM_q0/view


